อนุสัญญาไซเตส (CITES)

คำแปลอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า
และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์

คำปรารภ

โดยที่ประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานี้

ยอมรับว่าสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีความงามและรูปลักษณะต่างๆ กันนั้น เป็นของมีค่าที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนในระบบธรรมชาติของโลกได้ และควรต้องคุ้มครองไว้เพื่อประโยชน์ของชนรุ่นนี้และอนุชนรุ่นต่อไป
ได้ตระหนักถึงคุณค่าที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาของสัตว์ป่าและพืชป่า ในด้านของสุนทรียภาพ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การพักผ่อนหย่อนใจ และเศรษฐกิจ
ยอมรับว่าประชาชนและประเทศต่างๆ เป็นและสมควรเป็นผู้ให้ความคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าของตนที่ดีที่สุด
ยอมรับว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการคุ้มครองพืชป่าและสัตว์ป่าบางชนิดพันธุ์ เพื่อมิให้เกิดการใช้ประโยชน์เกินสมควรจากการค้าระหว่างประเทศ
ได้รับการจูงใจว่า จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการอันเหมาะสมในการคุ้มครองป้องกันสัตว์ป่าและพืชป่าอย่างเร่งด่วน
จึงได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

มาตรา 1
บทนิยาม

เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ถ้ามิได้มีบทบัญญัติไว้เป็นประการอื่น
ก. ชนิดพันธุ์ หมายความว่า ชนิดพันธุ์ ชนิดพันธุ์ย่อย หรือชนิดพันธุ์อย่างเดียวกัน ซึ่งถูกแบ่งแยกโดยลักษณะภูมิศาสตร์
ข. ตัวอย่างพันธุ์ หมายความว่า
(1) สัตว์หรือพืชชนิดใด ๆ ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว
(2) ในกรณีที่เป็นจำพวกสัตว์ ถ้าเป็นชนิดพันธุ์ซึ่งมีชื่อระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2 ให้หมายความถึงชิ้นส่วนใด ๆ ที่ยังสามารถดูออกได้ของชนิดพันธุ์ดังกล่าว หรือที่แตกแขนงมาจากชนิดพันธุ์ดังกล่าว ถ้าเป็นชนิดพันธุ์ซึ่งมีชื่อระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ให้หมายความถึงชิ้นส่วนใดๆ ที่ยังสามารถดูออกได้ว่าเป็นของชนิดพันธุ์ดังกล่าว หรือที่แตกแขนงมาจากชนิดพันธุ์ดังกล่าว บรรดาที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ที่เกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์นั้น
(3) ในกรณีที่เป็นจำพวกพืช ถ้าเป็นชนิดพันธุ์ซึ่งมีชื่อระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 หมายความว่าชิ้นส่วนใดๆ ที่ยังสามารถดูออกได้ว่าเป็นของชนิดพันธุ์ดังกล่าว หรือที่แตกแขนงมาจากชนิดพันธุ์ดังกล่าว และถ้าเป็นชนิดพันธุ์ซึ่งมีชื่อระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 และ 3 หมายความว่า ชิ้นส่วนใดๆ ที่ยังสามารถดูออกได้ว่าเป็นของชนิดพันธุ์ดังกล่าว หรือที่แตกแขนงมาจากชนิดพันธุ์ดังกล่าว บรรดาที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 และ 3 ที่เกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์นั้น
ค. การค้า หมายความว่า การนำสินค้าออก การนำสินค้าผ่านแดน การนำสินค้าเข้า หรือการนำสินค้าเข้ามาจากทะเล
ง. การนำสินค้าผ่านแดน หมายความว่า การนำสินค้าออกซึ่งตัวอย่างพันธุ์ใด ๆ ซึ่งได้เคยเป็น สินค้าเข้ามาแล้ว
จ. การนำสินค้าเข้ามาจากทะเล หมายความว่า การขนส่งเข้าไปในประเทศ ซึ่งตัว
ฉ. อย่างชนิดพันธุ์ชนิดใด ๆ ที่เก็บหาได้จากท้องทะเลที่มิได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศใด
ช. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายตามความในมาตรา 9
ซ. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หมายความว่า เจ้าหน้าที่จัดการแห่งชาติซึ่งได้รับมอบหมายตามความในมาตรา 9
ฌ. ประเทศภาคี หมายความว่า ประเทศซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

มาตรา 2
หลักการเบื้องต้น

1. บัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ให้รวมถึงชนิดพันธุ์ทุกชนิด ที่โดยผลของการค้าอาจทำให้สูญพันธุ์ได้ การค้า ตัวอย่างชนิดพันธุ์เหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบที่รัดกุม เพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ดังกล่าว และจะให้อำนาจทำการค้าได้เฉพาะในกรณีพิเศษเท่านั้น

2. บัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ให้รวมถึง

ก. ชนิดพันธุ์ทั้งหลาย ซึ่งถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่น่าเกรงว่าจะสูญพันธุ์ แต่อาจจะสูญ
พันธุ์ได้เว้นแต่จะมีระเบียบควบคุมเกี่ยวกับการค้าให้รัดกุม เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการใช้ประโยชน์ในทางที่กระทบกระเทือนต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์
ข. ชนิดพันธุ์อื่นๆ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ เพื่อให้การควบคุมการค้าตัวอย่างพันธุ์บาง
ชนิดที่กำหนดไว้ ตามอนุ (ก) ของวรรคนี้ อาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. บัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ให้รวมถึงชนิดพันธุ์ทั้งหลายซึ่งประเทศภาคีใด ๆ ได้ระบุว่าเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ภายใต้ระเบียบของประเทศนั้นซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันหรือจำกัดการใช้ประโยชน์

4. ประเทศภาคีต้องไม่อนุญาตให้มีการค้าซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีหมายเลข 1, 2 และ 3 เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อกำหนดแห่งอนุสัญญาฉบับนี้

มาตรา 3
ระเบียบการค้าซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1

1. การค้าตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรานี้

2. การส่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดใดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ออกนอกประเทศ ต้องกำหนดให้ได้รับอนุญาตล่วงหน้าและแสดงใบอนุญาตการนำสินค้าออกก่อน ๆใบอนุญาตนำสินค้าออกจะออกให้ได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้ว

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศซึ่งนำสินค้าออกได้ลงความเห็นว่า การนำออกนั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้นๆ
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำสินค้าออกได้ตรวจสอบดูเป็นที่พอใจแล้วว่า ตัวอย่างพันธุ์นั้นมิใช่ได้มาโดยการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ของประเทศนั้น
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำสินค้าออกได้ตรวจดูเป็นที่พอใจแล้วว่าตัวอย่างพันธุ์ใด ๆ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะได้รับการตระเตรียมและลำเลียงในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด และ
ง. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำสินค้าออกได้ตรวจดูเป็นที่พอใจแล้วว่าใบอนุญาตให้นำสินค้าเข้าได้ออกให้สำหรับชนิดพันธุ์ดังกล่าวแล้ว

3. การนำตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 เข้าประเทศ ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าและแสดงใบอนุญาตการนำเข้าและใบอนุญาตการนำออก หรือใบรับรองการนำสินค้าผ่านแดนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ใบอนุญาตนำเข้าจะออกให้ได้เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้ว

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศซึ่งนำเข้ามีความเห็นว่า การนำเข้านั้นได้กระทำเพื่อวัตถุประสงค์ที่มิได้เป็นการเสียหายต่อการดำรงชีวิตของชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศซึ่งนำเข้าได้ตรวจดูเป็นที่พอใจแล้ว เห็นว่าผู้รับตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตที่เสนอนั้น มีความเหมาะสมในด้านการจัดที่อยู่อาศัยและดูแลเอาใจใส่ตัวอย่างพันธุ์นั้น และ
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำเข้าได้ตรวจดูเป็นที่พอใจแล้วว่า ตัวอย่างพันธุ์นั้น มิได้นำมาใช้เพื่อปะโยชน์ในทางการค้า

4. การนำตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ผ่านแดนนั้น จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาต ล่วงหน้าและแสดงใบรับรองการนำผ่านแดน ใบรับรองการนำผ่านแดนจะออกให้ได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้ว

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำผ่านแดนได้เป็นที่พอใจว่าตัวอย่างพันธุ์นั้นได้รับการนำเข้าประเทศนั้นถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำผ่านแดนพอใจว่าตัวอย่างพันธุ์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ได้รับการตระเตรียมและลำเลียงในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือทารุณโหดร้าย น้อยที่สุด และ
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำผ่านแดนพอใจว่า ได้มีการออกใบอนุญาตให้นำเข้าสำหรับชนิดพันธุ์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่

5. การนำตัวอย่างพันธุ์ชนิดใดๆ ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 เข้ามาทางทะเล จะกระทำได้เมื่อได้รับใบรับรองล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำเข้าจากทะเล ใบรับรองการนำเข้าจากทะเลจะออกให้เมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศซึ่งนำเข้าจากทะเลแนะนำว่า การนำเข้ามาจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำเข้าจากทะเลพอใจว่า ผู้ที่รับตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตได้เตรียมการตามความเหมาะสมสำหรับที่อยู่อาศัยและการดูแลเอาใจใส่ตัวอย่างพันธุ์นั้น และ
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำเข้าจากทะเลพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์นั้นมิได้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า

มาตรา 4
ระเบียบการค้าซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2

1.การค้าตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้

2.การส่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดใดๆ ที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ออกนอกประเทศต้องกำหนดให้ได้รับอนุญาตล่วงหน้าและแสดงใบอนุญาตการนำออก ใบอนุญาตการนำออกจะออกให้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้ว

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศซึ่งนำออกและนำส่ง การนำออกดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้น
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำออกพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์มิใช่ได้มาโดยการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ของประเทศนั้น และ
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำออกพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้รับการตระเตรียมและลำเลียงในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด

3. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศภาคีแต่ละประเทศ จะเป็นผู้ควบคุมตรวจตราทั้งใบอนุญาตการนำออกซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 และการนำตัวอย่างพันธุ์เหล่านั้นออกเมื่อใดที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการลงความเห็นว่า การนำออกซึ่งชนิดพันธุ์ดังกล่าวสมควรจะได้จำกัดเพื่อเป็นการรักษาชนิดพันธุ์นั้น ๆ ในถิ่นที่อยู่ของมันให้คงอยู่ในระดับคงที่เหมาะสมกับบทบาทในระบบนิเวศน์วิทยา ซึ่งมันถือกำเนิดขึ้น และควรจะอยู่ในระดับเหนือกว่าที่จัดเข้าในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการจะได้แนะนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการถึงมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งสมควรกระทำในการจำกัดใบอนุญาต การนำสินค้าออกซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดนั้น

4. การนำสินค้าเข้าซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดใด ๆ ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 จะต้องแสดงใบอนุญาตให้นำออกล่วงหน้า หรือใบรับรองการนำสินค้าผ่านแดนอย่างใดอย่างหนึ่ง

5. การนำผ่านแดนซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดใด ๆ ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 จะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าและแสดงใบรับรองการนำผ่านแดน ใบรับรองการนำผ่านแดนจะออกให้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตาม เงื่อนไขดังต่อไปนี้

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำผ่านแดนพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์ได้นำเข้าประเทศนั้นถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำผ่านแดนพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์ใด ๆ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะได้รับการตระเตรียมและลำเลียงในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเป็นการทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด

6. การนำเข้ามาจากทะเลซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดใดๆ ที่รวมอยู่ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ต้องได้รับใบอนุญาตล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐซึ่งนำเข้า ใบอนุญาตจะออกให้ได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้วเท่านั้น

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของรัฐซึ่งนำเข้าแนะนำว่า การนำเข้ามาจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง และ
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐซึ่งนำเข้าพอใจแล้วว่า ตัวอย่างพันธุ์ใด ๆ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะได้รับการดูแลในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือเป็นการทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด

7. ใบรับรองตามวรรค 6 ของมาตรานี้ ให้ออกให้ได้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการซึ่งได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการอื่นของประเทศ หรือในกรณีอันสมควรได้ปรึกษากับเจ้าหน้าฝ่ายวิชาการระหว่างประเทศแล้ว ใบรับรองดังกล่าวให้มีอายุไม่เกิน 1 ปี และกำหนดยอดรวมของจำนวนตัวอย่างพันธุ์ที่จะ นำมาได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว

มาตรา 5
ระเบียบการค้าตัวอย่างพันธุ์ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3

1. การค้าตัวอย่างพันธุ์ที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้

2. การนำตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 และออกนอกประเทศต้องได้รับอนุญาตเป็นการล่วงหน้า และแสดงใบอนุญาตการนำออก ใบอนุญาตการนำออกจะออกให้ได้เมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้แล้ว

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของประเทศที่นำออกพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์นั้นมิใช่ได้มาด้วยการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันซึ่งพืชและสัตว์ของประเทศนั้น และ
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำออกพอใจว่า การตระเตรียมและขนส่งตัวอย่างพันธุ์ ใด ๆ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ได้เป็นไปในลักษณะที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเป็นการทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด
3. การนำตัวอย่างพันธุ์ชนิดใด ๆ ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 เข้ามาในประเทศต้องกำหนดให้แสดง ใบรับรองแหล่งที่มา และในกรณีเป็นการนำตัวอย่างพันธุ์เข้ามาจากประเทศซึ่งบรรจุชนิดพันธุ์ดังกล่าวไว้ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ต้องแสดงใบอนุญาตนำออกด้วย ทั้งนี้เว้นแต่ที่เป็นไปตามความในวรรค 4 ของมาตรานี้
4. สำหรับกรณีที่จะนำสินค้าผ่านแดนนั้น ประเทศภาคีที่นำเข้าต้องยอมรับใบรับรองซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำผ่านแดนออกให้ โดยระบุว่าตัวอย่างพันธุ์ได้แปรรูปในประเทศนั้น หรือกำลังนำผ่านแดนโดยยอมรับเป็นหลักฐานว่า ได้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัติเกี่ยวกับตัวอย่างพันธุ์ที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญานี้แล้ว

มาตรา 6
ใบอนุญาตและใบรับรอง

1. ใบอนุญาตและใบรับรองต่าง ๆ ซึ่งออกให้ตามความในมาตรา 3, 4 และ 5 จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรานี้

2. ใบอนุญาตนำออกต้องมีข้อความตามที่กำหนดไว้ในแบบฟอร์มในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 4 และจะใช้ได้เฉพาะในการนำออกที่ได้กระทำภายในกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

3. ใบอนุญาตนำออกต้องมีข้อความตามที่กำหนดไว้ในแบบฟอร์มในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 4 และจะใช้ได้เฉพาะในการนำออกที่ได้กระทำภายในกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

4. สำเนาของใบอนุญาตหรือใบรับรองทุกฉบับที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการออกให้ จะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งว่าเป็นสำเนา และจะใช้แทนต้นฉบับจริงมิได้ เว้นแต่จะใช้ตามที่ได้มีการลงบันทึกสลักหลังไว้

5. การส่งตัวอย่างพันธุ์แต่ละครั้ง ต้องใช้ใบอนุญาตหรือใบรับรองแยกแต่ละใบ

6. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติของประเทศที่นำเข้ามีอำนาจที่จะเพิกถอนหรือยึดใบอนุญาตนำออกหรือใบรับรองการนำผ่านแดน รวมทั้งใบอนุญาตนำเข้าทำนองเดียวกันที่ยื่นเกี่ยวกับการนำตัวอย่างพันธุ์เข้าในประเทศ

7. ในกรณีอันสมควรและเท่าที่จะทำได้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการอาจประทับตราบนตัวอย่างพันธุ์เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการแยกตัวอย่างพันธุ์เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ หมายความรวมถึงรอยตราประทับหรือการ ปิดทาบด้วยแผ่นตะกั่วหรือเครื่องหมายแบบอื่นซึ่งไม่อาจลบได้ซึ่งใช้ในการระบุตัวอย่างพันธุ์บรรดาที่ออกแบบในลักษณะที่จะทำปลอมหรือเลียนแบบได้ยากที่สุด

มาตรา 7
ข้อยกเว้นและบทบัญญัติพิเศษอื่นอันเกี่ยวกับการค้า

1. บทบัญญัติในมาตรา 3, 4 และ 5 มิให้นำมาใช้กับการส่งผ่านแดน หรือการขนถ่ายตัวอย่างพันธุ์ที่ผ่านหรือนำในเขตประเทศภาคี ในขณะที่ตัวอย่างพันธุ์นั้นยังอยู่ภายในความควบคุมของศุลกากร

2. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่นำออก หรือนำผ่านแดนพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์ใดที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการได้ออกใบรับรองว่าได้รับมาก่อนที่บทบัญญัติของสัญญาฉบับนี้จะควบคุมตัวอย่างพันธุ์ ดังกล่าวก็มิให้นำบทบัญญัติของมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5 มาใช้บังคับกับตัวอย่างพันธุ์นั้น

3. บทบัญญัติในมาตรา 3, 4 และ 5 มิให้ใช้บังคับแก่ตัวอย่างพันธุ์ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัว หรือเครื่องใช้ในบ้าน ข้อยกเว้นนี้มิได้ครอบคลุมถึง

ก. ในกรณีของตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 นั้น ถ้าเจ้าของหามาได้จากภายนอกประเทศที่ตัวเองอาศัยอยู่เป็นปกติ และได้นำเข้าประเทศนั้น
ข. ในกรณีของตัวอย่างพันธุ์ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2
(1) ถ้าเป็นของที่เจ้าของได้รับจากนอกประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นปกติ และอยู่ในประเทศซึ่งของถูกนำออกจากป่า
(2) เป็นของที่นำเข้าประเทศซึ่งเจ้าของอาศัยอยู่เป็นปกติ และ
(3) ประเทศซึ่งของถูกนำออกจากป่าได้กำหนดให้มีใบอนุญาตให้นำของออกนอกประเทศล่วงหน้าก่อนอนุญาตให้นำตัวอย่างพันธุ์นั้นออก
ทั้งนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าวได้รับมาก่อนที่สัญญาฉบับนี้ จะควบคุมตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าว

4. ตัวอย่างพันธุ์สัตว์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ที่ได้รับมาโดยการขยายพันธุ์ในคอกเพื่อการค้าหรือตัวอย่างพันธุ์พืชที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ที่ได้มาโดยการขยายพันธุ์เทียมให้ถือว่าเป็นตัวอย่างพืชหรือสัตว์ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2

5. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพอใจว่า ตัวอย่างพันธุ์สัตว์ชนิดใดได้รับมาโดยการขยายพันธุ์เทียม หรือเป็นส่วนประกอบของสัตว์หรือพืชหรือเป็นผลพลอยได้จากพืชหรือสัตว์ดังกล่าว ใบรับรองแสดงผลดังกล่าวซึ่งออกให้โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ให้มีผลเช่นเดียวกับใบอนุญาต หรือใบรับรองซึ่งออกตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 3, 4 และ 5

6. บทบัญญัติในมาตรา 3, 4 และ 5 มิให้ใช้บังคับในกรณีการยืมซึ่งมิใช่ในทางการค้า การบริจาคหรือแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิทยาศาสตร์หรือสถาบันทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการได้รับจดทะเบียนไว้เฉพาะจำพวกตัวอย่างพันธุ์ไม้แห้ง ตัวอย่างพันธุ์อื่นที่เก็บรักษาไว้ ตัวอย่างแห้งที่เก็บไว้สำหรับพิพิธภัณฑ์ หรือตัวอย่างพืชที่ยังมีชีวิต ซึ่งปิดป้ายที่ออกให้หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ

7. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศใด ๆ อาจยกเว้นบทบัญญัติในมาตรา 3, 4 และ 5 โดยยกเว้นให้ไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองในการนำเคลื่อนที่สำหรับตัวอย่างพันธุ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนสัตว์เคลื่อนที่ คณะละครสัตว์ การจัดดำเนินการด้านเกษตร นิทรรศการทางพืชหรือนิทรรศการเคลื่อนที่ อื่น ๆ ที่เข้าลักษณะดังต่อไปนี้

ก. ผู้นำออกหรือผู้นำเข้า ได้ลงทะเบียนรายละเอียดต่างๆ ของตัวอย่างเหล่านั้นโดยครบถ้วนต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ
ข. ตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าวอยู่ในประเภทที่ระบุในวรรค 2 หรือวรรค 5 แห่งมาตรานี้ และ
ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพอใจว่า การขนส่งและดูแลตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตจะได้กระทำโดยวิธีที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือเป็นการทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด
ข. ตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าวอยู่ในประเภทที่ระบุในวรรค 2 หรือวรรค 5 แห่งมาตรานี้ และ

มาตรา 8
มาตรการที่ประเทศภาคีต้องถือปฏิบัติ

1. ประเทศภาคีต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในอันที่จะบังคับตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ และห้ามทำการค้าตัวอย่างพันธุ์ที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้ มาตรการเหล่านี้ให้รวมถึง

ก. การกำหนดโทษสำหรับผู้ซึ่งประกอบการค้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งตัวอย่างพันธุ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองประการ และ
ข. กำหนดให้มีการริบหรือส่งกลับไปประเทศซึ่งนำออกซึ่งตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าว

2. นอกจากมาตรการตามความในวรรค 1 ของมาตรานี้แล้ว ในกรณีที่ประเทศภาคีเข้ามาเป็นการจำเป็นประเทศภาคีอาจกำหนดข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกคืนซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากการริบตัวอย่างพันธุ์ที่ทำการค้าขายโดยฝ่าฝืนมาตรการซึ่งกำหนดเพื่อให้เป็นตามความในอนุสัญญาฉบับนี้

3. ประเทศภาคีต้องรับรองว่า แบบวิธีที่กำหนดให้กระทำเนื่องจากการค้าตัวอย่างพันธุ์นั้นจะได้รับการตรวจผ่าน โดยให้ล่าช้าน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ เพื่อให้การตรวจผ่านได้เป็นไปโดยรวดเร็ว ประเทศภาคีอาจกำหนดด่านสำหรับนำออก และด่านสำหรับนำเข้าที่จะนำตัวอย่างพันธุ์ไปให้ผ่านการตรวจได้ประเทศภาคีต้องรับรองต่อไปอีกว่า ในระหว่างการขนถ่ายการยึดครองหรือการขนส่งตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตทั้งหลายจะได้รับการระมัดระวังโดยถูกวิธี เพื่อให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือเป็นการทารุณโหดร้ายน้อยที่สุด

4. ในกรณีที่ตัวอย่างพันธุ์ถูกริบตามมาตรการในวรรค 1 ของมาตรานี้

ก. ตัวอย่างพันธุ์จะต้องถูกมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศที่ทำการริบ
ข. เมื่อได้หารือกับประเทศที่ส่งออกแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการต้องส่งตัวอย่างพันธุ์กลับไปยังประเทศนั้น โดยประเทศดังกล่าวจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง หรืออาจส่งไปยังศูนย์กู้ชีวิต หรือสถานที่อื่นๆซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการได้เล็งเห็นแล้วว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฉบับนี้ และ
ค. เจ้าหน้าที่ในการจัดการอาจขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ หรือถ้าเห็นว่าจำเป็นก็อาจหารือกับคณะเลขาธิการเพื่อช่วยในการตัดสินใจตามความในวรรคย่อย (ข) รวมทั้งการเลือกศูนย์กู้ชีวิตหรือสถานที่อื่น ๆ ด้วย

5. ศูนย์กู้ชีวิตซึ่งระบุในวรรค 4 ของมาตรการนี้ หมายถึงสถาบันซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการมอบหมายให้มีหน้าที่ดูแลรักษาตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัวอย่างพันธุ์ซึ่งถูกริบมา

6. ประเทศภาคีแต่ละประเทศจะต้องเก็บรักษาหลักฐานการค้าตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย หมายเลข 1, 2 และ 3 ซึ่งต้องมีรายการ

ก. ชื่อและที่อยู่ของผู้นำออก หรือผู้นำเข้า และ
ข. เลขที่และชนิดของใบอนุญาต หรือใบรับรองที่ออกให้ ชื่อประเทศที่การค้าเกิดขึ้น จำนวนหรือปริมาณและชนิดของตัวอย่างพันธุ์ ชื่อชนิดพันธุ์ที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1, 2 และ 3 เท่าที่มีอยู่ ขนาดและเพศของตัวอย่างพันธุ์

7. ประเทศภาคีแต่ละประเทศจะต้องจัดทำรายงานเป็นระยะ แสดงการปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้และยื่นต่อคณะเลขาธิการดังนี้ คือ

ก. รายงานประจำปีระบุข้อความโดยย่อที่กำหนดไว้ในวรรคย่อย (ข) ของวรรค 6 ของมาตรานี้ และ
ข. รายงานประจำ 2 ปี เกี่ยวกับบทบัญญัติ กฎข้อบังคับ และมาตรการทางบริหารที่บังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับนี้

8. เอกสารที่ระบุไว้ในวรรค 7 ของมาตรานี้ ให้เปิดเผยต่อสาธารณชน เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 9
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและเจ้าที่ฝ่ายวิชาการ

1. เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ประเทศภาคีแต่ละประเทศต้องกำหนดให้มี

ก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ 1 คน หรือมากกว่านั้น ให้มีอำนาจในการออกใบอนุญาตหรือใบรับรองต่าง ๆ ในนามของประเทศภาคีนั้น และ
ข. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ 1 คน หรือมากกว่านั้น

2. ประเทศซึ่งได้ส่งมอบเอกสารการให้สัตยาบันการยอมรับ การรับรอง หรือการเข้าเป็นภาคีภาคีใหม่ต้องแจ้งชื่อและสถานที่ติดต่อของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งมีอำนาจในการติดต่อกับประเทศภาคีอื่นและคณะเลขาธิการ ให้ประเทศที่รับจดทะเบียนทราบพร้อมกับการส่งมอบเอกสารดังกล่าว

3. การเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับการมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบ หรืออำนาจหน้าที่ต่างๆ ตามความในมาตรานี้ ประเทศซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจะต้องติดต่อผ่านคณะเลขาธิการเพื่อแจ้งให้ประเทศภาคีทั้งหลายได้ทราบ

4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการใด ๆ ตามวรรค 2 ของมาตรานี้ ต้องแจ้งรูปรอยแสตมป์ หรือตราประทับหรือรูปรอยอื่นที่ใช้เพื่อแสดงความแท้จริงของใบอนุญาตหรือใบรับรองต่างๆ ให้คณะเลขาธิการหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศภาคีอื่นทราบเมื่อได้รับการร้องขอ

มาตรา 10
การค้ากับประเทศซึ่งมิได้เป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญา

ในกรณีที่การส่งออกหรือการนำผ่านแดน หรือการนำเข้าจากประเทศที่มิได้เป็นประเทศภาคีอนุสัญญาฉบับปัจจุบันนั้น ประเทศที่เป็นภาคีจะยอมรับเอกสารซึ่งออกให้โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากประเทศที่มิได้เป็นภาคี ซึ่งมีสาระสำคัญทำนองเดียวกับข้อกำหนดในอนุสัญญาฉบับปัจจุบัน แทนใบอนุญาตหรือใบรับรองที่ออกตามอนุสัญญานี้ก็ได้

มาตรา 11
การประชุมของประเทศภาคี

1. คณะเลขาธิการต้องเรียกประชุมประเทศภาคีภายในระยะ 2 ปี นับจากวันที่อนุสัญญาฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ

2. ภายหลังจากนั้นคณะเลขาธิการต้องเรียกประชุมสมัยสามัญอย่างน้อยทุกระยะ 2 ปี เว้นแต่ที่ประชุมจะกำหนดให้เป็นอย่างอื่น และต้องเรียกประชุมสมัยสามัญในเมื่อสมาชิกประเทศภาคีอย่างน้อย 1 ใน 3 ได้ร่วมลงนามเรียกร้องขอให้เปิดการประชุม

3. ในที่ประชุมไม่ว่าจะเป็นสมัยสามัญหรือสมัยวิสามัญ ประเทศภาคีต้องนัดหมายการปฏิบัติการตามสัญญาฉบับปัจจุบัน และอาจดำเนินการ

ก. กำหนดระเบียบข้อปฏิบัติ เพื่อให้คณะเลขาธิการสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้
ข. พิจารณาและรับรองการแก้ไขบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15
ค. พิจารณาตรวจสอบผลความก้าวหน้าในการถนอมและอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ซึ่งระบุไว้ในบัญชี แนบท้ายหมายเลข 1, 2 และ 3
ง. รับและพิจารณารายงานต่างๆ ซึ่งเสนอโดยเลขาธิการหรือประเทศภาคี และ
จ. ทำข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงผลบังคับแห่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบันในโอกาสอันควร

4. ในการประชุมสามัญทุกครั้ง ประเทศภาคีอาจกำหนดเวลาและสถานที่สำหรับการประชุมสมัยสามัญครั้งต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามความในวรรค 2 ของมาตรานี้

5. ในที่ประชุมใด ๆ ประเทศภาคีมีอำนาจวินิจฉัยและรับรองระเบียบและวิธีพิจารณาประชุมได้

6. องค์การสหประชาชาติ หรือองค์การอื่นๆ ในเครือ และองค์การพลังงานปรมาณู รวมทั้งประเทศซึ่งมิได้เป็นภาคีต่อนุสัญญาฉบับนี้ อาจส่งผู้แทนมาร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์และมีสิทธิในฐานะผู้ร่วมประชุม แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ

7. บุคคลหรือองค์การใดซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานทางด้านการคุ้มครอง อนุรักษ์ หรือจัดการเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือพืชป่าในประเภทต่อไปนี้ เมื่อได้แจ้งความจำนงต่อคณะเลขาธิการที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์แล้ว จะได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมได้ เว้นแต่ประเทศภาคีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่เข้าร่วมประชุมจะได้คัดค้าน

ก. องค์การหรือคณะสากล ซึ่งจะเป็นองค์การหรือคณะของรัฐบาลหรือไม่ และองค์การหรือคณะกรรมการของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ข. หน่วยงานระดับชาติที่ไม่ใช่ของรัฐบาล ซึ่งได้เป็นที่ยอมรับจากประเทศที่ตั้งอยู่ให้ทำหน้าที่ด้านนี้ เมื่อผู้สังเกตุการณ์เหล่านี้ได้รับการอนุญาตแล้ว ก็มีสิทธิที่จะเข้าร่วมประชุมได้แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ

มาตรา 12
คณะเลขาธิการ

1. เมื่ออนุสัญญาฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว กรรมการบริหารโครงการสภาพแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ จะแต่งตั้งเลขาธิการขึ้นคนหนึ่งภายในขอบเขตและลักษณะที่เลขาธิการเห็นสมควร เลขาธิการอาจได้รับ การช่วยเหลือจากองค์การรัฐบาล หรือมิใช่องค์การรัฐบาล องค์การสากล หรือองค์การระดับชาติ และคณะกรรมการซึ่งมีคุณวุฒิทางด้านการคุ้มครองอนุรักษ์ และการจัดการเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชป่าได้

2. หน้าที่ของเลขาธิการมีดังนี้

ก. จัดให้มีและจัดบริการในการประชุมประเทศภาคี
ข. ปฏิบัติการตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายตามความในมาตรา 15 และ 16 แห่งอนุสัญญาฉบับนี้
ค. ดำเนินการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านวิชาการ ตามโครงการที่ได้รับมอบหมายโดยที่ประชุมของประเทศภาคี เพื่อช่วยในการปฏิบัติการตามอนุสัญญาฉบับนี้ ทั้งนี้รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเพื่อกำหนดวิธีที่เหมาะสมเกี่ยวกับมาตรฐานในการตระเตรียมและส่งตัวอย่างพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ ในการแยกแยะตัวอย่างพันธุ์
ง. ศึกษารายงานต่าง ๆ ของประเทศภาคี และขอทราบข่าวสารรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นจำเป็นสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญาฉบับนี้
จ. นำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของอนุสัญญาฉบับนี้ขึ้นสู่ความสนใจของประเทศภาคี
ฉ. จัดพิมพ์บัญชีแนบท้ายหมายเลข 1, 2 และ 3 พร้อมข่าวสารรายละเอียดที่จะช่วยวินิจฉัยชนิดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวอย่างพืชหรือสัตว์ซึ่งระบุในบัญชีแนบท้ายเหล่านั้น และแจกจ่ายแก่ประเทศภาคี เป็นครั้งคราว
ช. ตระเตรียมรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและกิจกรรมของอนุสัญญาฉบับปัจจุบัน และรวมถึงรายงานอื่น ๆ ตามที่ที่ประชุมประเทศภาคีขอร้อง
ซ. ทำข้อเสนอแนะในการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายและบทบัญญัติของอนุสัญญาฉบับนี้ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสารทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวิชาการด้วย
ฌ. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใด ๆ ซึ่งประเทศภาคีได้มอบหมายให้กระทำ

มาตรา 13
มาตราการสากล

1. เมื่อคณะเลขาธิการได้รับข่าวเป็นที่แน่ใจแล้วว่า ชนิดพันธุ์ใด ๆ ซึ่งมีชื่อระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 หรือ 2 กำลังได้รับผลกระทบกระเทือนเนื่องจากการค้าขายซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดดังกล่าว หรือในกรณีที่มีการเมินเฉยมิได้ใช้หลักเกณฑ์ที่บัญญัติในอนุสัญญาฉบับนี้ ให้เกิดผลดีที่แท้จริงเลขาธิการต้องแจ้งข่าวสารเหล่านั้นไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศภาคีที่เกี่ยวข้องได้ทราบ

2. เมื่อประเทศภาคีได้รับการติดต่อแจ้งข่าวสารตามความในวรรค 1 ของมาตรานี้ ประเทศภาคีจะต้องรายงานเลขาธิการถึงข้อเท็จจริงเท่าที่กฎหมายของประเทศนั้นจะอนุญาตพร้อมด้วยข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขในกรณีที่ประเทศภาคีพิจารณาเห็นว่าควรจะได้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าว ก็ให้ทำการสอบสวนโดยบุคคล 1 คน หรือมากกว่านั้น ซึ่งประเทศดังกล่าวได้มอบอำนาจให้โดยชัดแจ้ง

3. ข้อมูลที่ประเทศภาคีได้มอบให้หรือที่ได้มาจากผลการสอบสวนตามความในวรรค 2 ของมาตรานี้ให้เสนอต่อที่ประชุมประเทศภาคีครั้งต่อไปเพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุมอาจเสนอแนะได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา 14
ผลที่มีต่อกฎหมายภายในประเทศและอนุสัญญาสากล

1. บทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบันไม่มีผลต่อสิทธิของประเทศภาคีในอันที่จะกำหนด

ก. มาตรการภายในประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเงื่อนไขในการค้าขาย การมีไว้ในครอบครอง หรือการนำเคลื่อนที่ซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้าย หมายเลข 1, 2 และ 3 หรือการห้าม โดยสิ้นเชิงต่อการกระทำดังกล่าว หรือ
ข. มาตรการภายในประเทศในอันที่ประกวดขันหรือห้ามทำการค้า การมีไว้ในครอบครองหรือการนำเคลื่อนที่ซึ่งชนิดพันธุ์ที่มิได้ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1, 2 และ 3

2. บทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้จะไม่มีผลต่อบทบัญญัติในกฎหมายภายในประเทศใด ๆ หรือข้อผูกพัน ของประเทศภาคีต่อสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการค้า การมีไว้ในครอบครอง หรือการนำเคลื่อนที่ซึ่งตัวอย่างพันธุ์ซึ่งมีผลบังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะมีผลบังคับต่อไป ต่อประเทศภาคี ทั้งนี้รวมถึงมาตราการใดๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศุลกากร การสาธารณสุข การ กักกันสัตว์ หรือพืช

3. บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้จะไม่มีผลต่อบทบัญญัติหรือข้อผูกพันที่เกิดขึ้นจากสนธิสัญญา อนุสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างชาติใดๆ ที่ตกลงกันระหว่างประเทศในรูปสหพันธ์ หรือเขตการค้า ในอันที่จะก่อตั้งหรือรักษาไว้ซึ่งการควบคุมการศุลกากรภายนอก ตลอดจนการขจัดการควบคุมการศุลกากรระหว่าง ประเทศภาคี ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายระหว่างประเทศสมาชิกแห่งองค์การหรือข้อตกลงนั้นๆ

4. ให้ประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างชาติอื่นใด ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับ และอยู่ภายใต้บทบัญญัติเกี่ยวกับการสงวนซึ่งพันธุ์สัตว์ทางทะเลที่ระบุในบัญชีแนบบทท้ายหมายเลข 2 ได้รับการผ่อนผันเกี่ยวกับข้อตกลงที่มีผลบังคับต่อประเทศนั้นตามบทบัญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการค้าซึ่งตัวอย่างพันธุ์ชนิดที่ระบุในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ซึ่งจะต้องทำการเก็บหาโดยเรือซึ่งขึ้นทะเบียนของประเทศนั้น และเป็นไปตามบทบัญญัติอื่นๆ ของสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างชาติ

5. แม้จะมีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 3, 4 และ 5 ก็ตาม การนำออกซึ่งตัวอย่างพันธุ์ที่ได้มาตามความในวรรค 4 แห่งมาตรานี้ ให้กระทำได้เพียงแต่อาศัยใบรับรองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของประเทศซึ่งนำออก แสดงว่า ตัวอย่างพันธุ์ดังกล่าวได้รับมาตามวิธีการซึ่งบัญญัติไว้ในสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างชาติ ดังกล่าว

6. อนุสัญญาฉบับนี้จะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการรวบรวมและการพัฒนากฎหมายทางทะเล ซึ่งรวบรวมและกำหนดขึ้นโดยที่ประชุมของคณะมนตรีสหประชาชาติ เกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลหลวงตามนัยแห่งญัตติที่ 2750 ค. (25) ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิเรียกร้องในปัจจุบันหรืออนาคต และความเห็นทางกฎหมายของรัฐเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลและ ธรรมชาติ ตลอดจนการกำหนดเขตชายฝั่งและน่านน้ำของประเทศ

มาตรา 15
การแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2

1. บทบัญญัติต่อไปนี้ให้ใช้บังคับแก่การแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2 ที่กระทำในที่ประชุมของประเทศภาคี

ก. ประเทศภาคีมีสิทธิเสนอข้อเปลี่ยนแปลงแก้ไขบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2 เพื่อให้ที่ประชุมครั้งถัดไปพิจารณาข้อความแห่งข้อเสนอเปลี่ยนแปลงแก้ไขจะต้องยื่นเสนอต่อคณะเลขาธิการอย่างน้อย 150 วัน ก่อนที่จะมีการประชุม คณะเลขาธิการจะได้ปรึกษาหารือกับประเทศภาคีอื่นๆ ตลอดจน ผู้ที่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามความในวรรคย่อย (ข) และ (ค) ในวรรค 2 ของมาตรานี้แล้วจะได้ แจ้งผลให้ประเทศภาคีทั้งหลายทราบไม่ช้ากว่า 30 วัน ก่อนการประชุม
ข. บรรดาการเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้งหลายจะต้องได้รับการเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากสองในสามของประเทศภาคีซึ่งเข้าประชุมและออกเสียงลงมติเพื่อการนี้ ความที่ว่า “ประเทศภาคีซึ่งเข้าประชุมและออกเสียงลงมติ” นี้ หมายถึง บรรดาประเทศภาคีซึ่งเข้าประชุมและได้ออกเสียงลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ประเทศภาคีซึ่งละเว้นไม่ออกเสียงลงมติให้นำมานับรวมในคะแนนสองในสามตามที่กำหนดสำหรับการ แก้ไขเพิ่มเติม
ค. บรรดาการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหลายซึ่งได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมแล้วจะมีผลใช้แก่ ประเทศภาคีทุกประเทศภายหลัง 90 วัน นับจากวันประชุม เว้นไว้แต่ประเทศซึ่งได้สงวนสิทธิไว้ตามความในวรรค 3 ของมาตรานี้

2. บทบัญญัติต่อไปนี้ให้ใช้บังคับแก่การแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2 นอกสมัยประชุมของประเทศภาคี

ก. ประเทศภาคีใดๆจะเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 และ 2 นอกสมัยประชุมได้โดยวิธีการส่งทางไปรษณีย์ ตามที่ได้กำหนดไว้ในวรรคนี้
ข. ในกรณีที่เป็นชนิดพันธุ์ทางทะเล เมื่อคณะเลขาธิการได้รับเรื่องราวที่เสนอเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้ดำเนินการติดต่อกับบรรดาประเทศภาคีโดยรีบด่วน และปรึกษาหารือกับหน่วยงานระหว่างประเทศซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งองค์การเหล่านี้ อาจจัดทำให้ได้ตลอดจนถึงความร่วมมือประสานงานอื่นๆ เกี่ยวกับมาตรการ การอนุรักษ์ที่องค์การเหล่านั้นใช้บังคับอยู่ คณะเลขาธิการจะได้ติดต่อแจ้งถึงข้อคิดเห็นและข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาจากองค์การเหล่านี้และได้มาจากคณะเลขาธิการเอง ซึ่งรวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ ไปยังประเทศภาคีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
ค. สำหรับชนิดพันธุ์นอกเหนือจากชนิดพันธุ์ทางทะเล เมื่อคณะเลขาธิการได้รับเรื่องราวที่เสนอเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้แจ้งให้ประเทศภาคีทราบโดยด่วน และแจ้งให้ประเทศภาคีทราบถึงข้อเสนอแนะของคณะเลขาธิการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
ง. ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่คณะเลขาธิการได้ส่งคำแนะนำรับรองไปยังประเทศภาคีตามความในอนุ (ก) หรือ (ข) แล้ว ประเทศภาคีอาจจะส่งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับข้อเสนอในการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข่าวสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องไปยังคณะเลขาธิการ
จ. คณะเลขาธิการต้องส่งคำตอบที่ได้รับพร้อมเสนอแนะของคณะเลขาธิการไปยังประเทศภาคี โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
ฉ. ถ้าคณะเลขาธิการไม่ได้รับคำคัดค้านที่มีต่อข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันส่งคำตอบและข้อเสนอแนะ ตามความในอนุ (จ) แห่งมาตรานี้ การแก้ไขเพิ่มเติมนั้นให้มีผลใช้บังคับแก่ประเทศภาคีได้ทั้งหมดภายหลัง 90 วัน นับแต่นั้นเว้นแต่สำหรับประเทศซึ่งได้สงวนสิทธิไว้ตามความ ในวรรค 3 ของมาตรานี้
ช. ถ้าคณะเลขาธิการได้รับคำคัดค้านจากประเทศภาคีประเทศหนึ่งประเทศใดให้ดำเนินการเสนอข้อเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปยังประเทศภาคี เพื่อออกเสียงลงคะแนนทางไปรษณีย์ ตามความในอนุ (ซ) (ฌ) และ (ญ)
ซ. คณะเลขาธิการต้องแจ้งให้ประเทศภาคีทราบว่าได้รับคำคัดค้านแล้ว
ฌ. เว้นแต่คณะเลขาธิการได้รับมติเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดเว้นไม่ออกเสียงอย่างน้อยที่สุด ครึ่งหนึ่งภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่แจ้งเรื่องคำคัดค้านให้ทราบตามความในอนุ (ซ) ของมาตรานี้ ก็ให้เสนอข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นต่อประชุมคราวต่อไป เพื่อพิจารณา
ญ. เมื่อได้รับคะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศภาคีแล้ว ให้ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้รับความเห็นชอบเมื่อได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบสองในสามของประเทศภาคีที่ลงคะแนนเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย
ฎ. ให้คณะเลขาธิการแจ้งให้ประเทศภาคีทั้งหมดทราบถึงผลการออกเสียงลงคะแนน
ฏ. เมื่อข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้มีผลใช้บังคับประเทศภาคีทุกประเทศภายหลัง 90 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะเลขาธิการได้แจ้งถึงผลการยอมรับให้ประเทศภาคีทั้งหลายทราบ เว้นแต่ประเทศซึ่งได้สงวนสิทธิไว้ตามความในวรรค 3 ของมาตรานี้

3. ในระหว่างระยะเวลา 90 วัน ตามที่กำหนดไว้ในอนุ (ค) ของวรรค 1 หรือความในวรรคย่อย (ฎ) ของวรรค 2 ของมาตรานี้ ประเทศภาคีใดๆอาจจะยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังประเทศผู้รับจดทะเบียน เพื่อสงวนสิทธิเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมได้ ให้ถือว่าประเทศภาคีที่สงวนสิทธิดังกล่าวเป็นประเทศซึ่งมิได้เป็นภาคี ในอนุสัญญาฉบับปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับการค้าขายชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง จนกว่าจะได้มีการเพิกถอนการสงวนสิทธินี้

มาตรา 16
บัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 และการแก้ไขเพิ่มเติม

1. ประเทศภาคีใดๆ จะเสนอรายชื่อชนิดพันธุ์ซึ่งมีลักษณะที่จะจัดเข้าตามกฎเกณฑ์ภายใต้อำนาจตามความในวรรค 3 แห่งมาตรา 2 ต่อคณะเลขาธิการเมื่อไรก็ได้ บัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ให้รวม ถึงชื่อประเทศภาคีซึ่งเสนอชนิดพันธุ์ที่จะรวมเข้าในบัญชีดังกล่าว ชื่อวิทยาศาสตร์ของชนิดพันธุ์ซึ่งเสนอ และชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบของสัตว์หรือพืชต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเข้าตามความในอนุ (ข) ในมาตรา 1

2. เมื่อคณะเลขาธิการได้รับรายชื่อซึ่งเสนอตามความในวรรค 1 ของมาตรานี้แล้ว ให้แจ้งไปยังประเทศภาคีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ รายชื่อดังกล่าวจะมีผลบังคับเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ภายหลัง 90 วัน หลังจากการแจ้งดังกล่าว ประเทศภาคีใดๆ อาจจะยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลประเทศผู้รับจดทะเบียนในเวลาใดๆ ภายหลังการแจ้งรายชื่อดังกล่าวเมื่อสงวนสิทธิเกี่ยวกับชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบหรือชนิดพันธุ์ใดๆ และประเทศดังกล่าวนี้จะถือเสมือนว่าเป็นประเทศภาคีต่ออนุสัญญาฉบับปัจจุบัน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการค้าขายชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบหรือชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จนกว่าจะได้มีการเพิกถอนการสงวนสิทธิดังกล่าว

3. ประเทศภาคีซึ่งได้ยื่นเสนอชนิดพันธุ์ที่จะรวมในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 อาจจะขอยกเลิกข้อเสนอของตนเมื่อใดก็ได้ โดยการแจ้งความประสงค์ไปยังคณะเลขาธิการซึ่งจะได้แจ้งเรื่องราวการยกเลิกไปยังประเทศภาคีทั้งหลาย การยกเลิกดังกล่าวให้มีผลบังคับภายหลัง 30 วัน หลังจากวันที่ได้แจ้งดังกล่าว

4. ประเทศภาคีซึ่งเสนอรายชื่อตามบทบัญญัติแห่งวรรค 1 ของมาตรานี้ ต้องยื่นสำเนากฎหมายระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ใช้บังคับภายในประเทศของตน ที่ใช้บังคับต่อการคุ้มครองชนิดพันธุ์เหล่านั้นพร้อมกับ คำชี้แจงระเบียบปฏิบัติ ประเทศภาคีเห็นว่าสมควร หรือตามที่คณะเลขาธิการร้องขอ ในขณะที่ชนิดพันธุ์ ดังกล่าวยังคงรวมอยู่ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3 ประเทศภาคีต้องยื่นบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหรือข้อกำหนดเหล่านั้น พร้อมทั้งคำชี้แจงต่างๆ ตามที่ยอมรับ

มาตรา 17
การแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา

1. เมื่อได้มีหนังสือร้องขอจากประเทศภาคีอย่างน้อยที่สุด 1 ใน 3 ให้มีการพิจารณาและรับรองข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาฉบับปัจจุบัน ก็ให้คณะเลขาธิการเรียกประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาดังกล่าว การรับรองข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำได้ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก2 ใน 3 ของประเทศภาคีที่เข้าประชุมและออกเสียงลงมติเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ประเทศภาคีที่เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงมติ หมายความถึงประเทศภาคีทั้งหลายซึ่งเข้าประชุมและออกเสียงลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ประเทศภาคีทั้งหลาย ซึ่งเข้าประชุมแต่งดออกเสียง มิให้นับรวมในเสียง 2-3 ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติม

2. คณะเลขาธิการจะต้องแจ้งตัวบทซึ่งได้รับการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ให้ประเทศภาคีทั้งหลายได้ทราบอย่างน้อย 90 วัน ก่อนการประชุม

3. การเปลี่ยนแปลงจะมีผลใช้บังคับต่อประเทศซึ่งได้รับรองภายหลัง 60 วัน หลังจากที่ประเทศภาคีมากกว่า 2 ใน 3 ได้ยื่นเอกสารการรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐบาลประเทศผู้รับจดทะเบียนแล้ว ภายหลังจากนั้นแล้วการแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลใช้บังคับต่อประเทศภาคอื่นใดต่อเมื่อประเทศนั้นได้ยื่นหนังสือรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วเป็นเวลา 60 วัน

มาตรา 18
การยุติข้อพิพาท

1. ข้อขัดแย้งใดๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างสองประเทศหรือมากกว่านั้น เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้บังคับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบัน ให้กระทำโดยการเจรจาระหว่างประเทศภาคีซึ่งเกี่ยวข้อง

2. ถ้าข้อขัดข้องไม่สามารถยุติได้ตามความในวรรค 1 ของมาตรานี้ ประเทศคู่กรณีซึ่งได้ตกลงยินยอมทั้งสองฝ่ายแล้ว อาจยื่นข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะศาลโลกที่กรุงเฮก เป็นผู้พิจารณาและคำ ตัดสินของอนุญาโตตุลาการให้ผูกพันคู่กรณี

มาตรา 19
การลงนาม

อนุสัญญาฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้ลงนาม ณ กรุงวอชิงตัน จนถึงวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1973 ภายหลังจากนี้แล้วให้ลงนาม ณ กรุงเบอร์น จนถึงวันที่ 30 ค.ศ. 1974

มาตรา 20
การรับรองให้สัตยาบัน

อนุสัญญาฉบับปัจจุบันให้อยู่ภายใต้การบังคับแห่งการให้สัตยาบัน การยอมรับหรืออนุมัติเอกสารการให้สัตยาบัน การยอมรับหรือการอนุมัติให้ยื่นต่อรัฐบาลแห่งประเทศสวิสซึ่งถือเป็นรัฐบาลประเทศผู้รับจดทะเบียน

มาตรา 21
การเข้าเป็นภาคี

อนุสัญญาฉบับปัจจุบันเปิดให้เข้าเป็นภาคีเสรี และไม่จำกัดการให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคีให้ยื่นต่อรัฐบาลประเทศผู้รับจดทะเบียน

มาตรา 22
การมีผลใช้บังคับ

1. อนุสัญญาฉบับปัจจุบันจะมีผลใช้บังคับภายหลัง 90 วัน นับจากที่ประเทศที่ 10 ได้ยื่นหนังสือการให้สัตยาบันการรับรอง หรือการอนุมัติ หรือการสมัครเข้าเป็นสมาชิกต่อรัฐบาลประเทศผู้รับจดทะเบียนแล้ว

2. สำหรับประเทศซึ่งยอมรับรองหรืออนุมัติให้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับปัจจุบันต่อจากประเทศที่ 10 ให้มีผลบังคับภายหลัง 90 วัน นับจากวันที่ได้ยื่นเอกสารการให้สัตยาบันการยอมรับ การอนุมัติหรือการเข้าเป็นภาคี

มาตรา 23
การสงวนสิทธิ

1. อนุสัญญาฉบับปัจจุบันมิให้อยู่ภายใต้บังคับการสงวนสิทธิทั่วๆไป การสงวน ไว้ซึ่งสิทธิในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ อาจกระทำให้ตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มาตรา 15 และมาตรา 16

2. ประเทศใดๆ ซึ่งได้รับรองให้สัตยาบันแล้ว อาจสงวนสิทธิในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ

ก. ชนิดพันธุ์ใดๆซึ่งระบุในบัญชีแนบท้าย หมายเลข 1, 2, และ 3 หรือ
ข. ชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบใดๆ ซึ่งชนิดในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 3

3. ประเทศภาคีซึ่งสงวนสิทธิไว้ตามความในมาตรานี้ จะถือเสมือนว่าเป็นประเทศที่มิใช่ภาคี แห่งสนธิสัญญาฉบับปัจจุบัน เฉพาะในด้านการค้าซึ่งชนิดพันธุ์หรือชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบตามที่ได้สงวนสิทธิไว้จนกว่าประเทศนั้นจะได้ถอดถอนการสงวนสิทธิดังกล่าว

มาตรา 24

ประเทศภาคีใดๆ จะบอกเลิกอนุสัญญาฉบับปัจจุบันในเวลาใดๆ ได้โดยยื่นเรื่องราวต่อรัฐบาลผู้รับจดทะเบียน การบอกเลิกสัญญาจะมีผลภายหลัง 12 เดือนภายหลังที่รัฐบาลประเทศผู้จดทะเบียนได้รับเรื่องราวแล้ว

มาตรา 25
การจดทะเบียน

1. ต้นฉบับอนุสัญญาฉบับปัจจุบันซึ่งเป็น จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเชีย และสเปญ ถือว่าเป็นต้นฉบับทุกภาษา และรัฐบาลผู้รับจดทะเบียนจะเป็นผู้เก็บรักษาไว้ และแจกจ่ายฉบับสำเนาให้แก่ประเทศต่างๆ ซึ่งได้ลงนามหรือให้สัตยาบันเป็นภาคีแล้ว

2. รัฐบาลผู้รับจดทะเบียนจะแจ้งให้ประเทศทั้งหลายซึ่งได้ลงนามแล้ว และประเทศที่กำลังเข้าเป็นภาคีและคณะเลขาธิการ ถึงการลงนาม การให้สัตยาบัน การยอมรับ การรับรองหรือการเข้าเป็นภาคีใหม่การใช้บังคับแห่งอนุสัญญาฉบับปัจจุบัน แก้ไขเพิ่มเติมการสงวนหรือบอกเลิกสิทธิ การบอกเลิกอนุสัญญา

3. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ให้รัฐบาลผู้รับจดทะเบียนยื่นสำเนาอนุสัญญาต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อลงทะเบียนและประกาศตามความในมาตรา 102 แห่งกฎบัตร สหประชาชาติ

เพื่อเป็นหลักฐานผู้มีอำนาจเต็มในการลงนาม ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง จึงได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้
การลงนามได้กระทำ ณ กรุงวอชิงตัน ในวันที่ สาม แห่งเดือนมีนาคม หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสาม